|
|
 |
|
 |
|
จอมเวทมนตร์จิ๋ว ในโลกมายากล
|
|
 |
|
 |
12 กุมภาพันธ์ 2550 อ่าน 3655 ครั้ง | พิมพ์ | rss
สุภาวดี นิลาทะวงศ์/เรื่อง
ศุภชัย เพชรเทวี/ภาพ
เสียงดนตรีรัวระทึกเร้าใจ พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กชายรูปร่างสันทัด ผิวขาววัย 14 ปี ในมือถือไวโอลินสีตะกั่วคู่ใจ ทำท่าทางประกอบให้เหมือนกับกำลังสีเครื่องเล่นเข้ากับจังหวะของเพลงจริงๆ เสียงเพลงยังคงบรรเลงเร่าร้อนอย่างต่อเนื่อง มือเล็กๆ ขยับตรงปลายของไวโอลินฉับพลันประกายไฟลุกโหมขึ้นกลายเป็นผ้าสีขาว สักพักมือน้อยๆ กำผ้าเอาไว้เสกให้กลายเป็นนกพิราบขาวบินออกมาจากผ้าอย่างรวดเร็ว
โชว์เสกนกพิราบจากไวโอลินจบลง ลูกเหล็กขนาดเท่ากับลูกกอล์ฟก็ถูกนำขึ้นมาแสดงเป็นชุดต่อไป มือน้อยๆ พลิกลูกบอลให้เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว จาก 2 ลูก เพิ่มเป็น 3 และ 4 ลูก เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมเกรียวกราว การแสดงยังเพิ่มความตื่นเต้นด้วยการหยิบเอาฟองสบู่ที่ลอยอยู่บนอากาศเสกให้เป็นลูกบอลอีก 4 ลูก สร้างความตื่นเต้นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่หยุดดูการแสดง กลางห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุง
นักมายากลรุ่นจิ๋ว !!!
เมื่อ 3 ปีก่อน เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ มาเปิดการแสดงที่เมืองไทย การโชว์ของเขาทำให้ทัศนคติของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
"ผมได้แรงบันดาลใจจาก เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ถ้าผมเก่งเหมือนเขา ผมก็จะเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ มีเสียงปรบมือและชื่นชมผมเยอะๆ"

นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ ด.ช.วรทัต ใจพิทักษ์เจริญ หรือแบงก์ หรือที่รู้จักกันในนาม "ไดนามิค" นักมายากลวัยเพียง 14 ปี ผู้คว้าตำแหน่งชนะเลิศ MBK International Magic Festival 2007
แบงก์เริ่มเข้าสู้เส้นทางสายมายากล เมื่ออายุ 13 ปี จวบจนวันนี้ 1 ปีเต็ม ที่แบงก์โลดแล่นอยู่ในโลกเวทมนตร์ เวลาส่วนใหญ่จึงทุ่มเทให้การฝึกซ้อม ถ้ามีโชว์ที่ไหนนั่นหมายถึงรายได้ที่ได้รับ แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกท้อและเหนื่อย เพราะมันเป็นสิ่งที่เขารักและชอบที่จะทำ หากแต่ว่าผลตอบแทนกลับมามีค่ายิ่งกว่าเงินทองที่ได้
"เมื่อผมแสดงอยู่บนเวทีมีคนมาดู มีคนปรบมือให้ แล้วถามว่าทำได้ไง เก่งมาก เหมือนกับผมเป็นฮีโร่ ผมภูมิใจสุดๆๆ"
เดิมชีวิตของนักมายากลเด็ก "ไดนามิค" ก็เหมือนกับเด็กทั่วไป ว่างก็เข้าร้านเกม หยุดก็เล่นกับเพื่อน แต่เมื่อเขาก้าวเข้าสู่การแสดงมายากล ความคิดก็พลันเปลี่ยนไป ความอยากเป็นฮีโร่ ทำให้ต้องหันมาสนใจเรียนทางด้านนี้โดยตรงที่โรงเรียนศูนย์ส่งเสริมศิลปะมายากล
ตารางชีวิตได้ถูกกำหนดขึ้นใหม่ หลังจากเลิกเรียนที่ ร.ร. บางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ แล้ว ตอนเย็นต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง ฝึกซ้อมมายากล ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะเรียนทั้งวัน บางครั้งซ้อมหนักถึงกับต้องอาศัยนอนที่บ้านอาจารย์ก็มี
การไล่มือ เป็นพื้นฐานแรกที่ได้รับ ต้องทำให้ได้อย่างต่ำร้อยกว่ารอบ เพื่อฝึกความรวดเร็วและสมาธิในการเล่น ทำอยู่อย่างนั้นวันละหลายรอบ หลายชั่วโมง ยิ่งไล่มือเร็วมากเท่าไหร่ สมาธิก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และชินกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
"สิ่งเหล่านี้มันไม่ทำให้ผมเบื่อหรอก ผมยังจะพัฒนาฝีมือต่อไปให้เก่งเหมือนนักมายากลระดับโลก ส่วนอนาคตนั้นผมอยากเป็นเภสัชกร และนักมายากลเป็นงานอดิเรก"
จากศูนย์เป็นสิบ สิบเป็นร้อยที่นักมายากลน้อยเรียนรู้จากอาจารย์ พื้นฐานการแสดงต่างๆ ได้ถูกถ่ายทอดให้แบงก์อย่างมากมาย จนบางครั้งเหนื่อยและท้อถึงกับอยากหยุดและกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ด้วยนิสัยที่มุ่งมั่น ตั้งใจทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้ได้ ทำให้เขากลับมาตั้งใจฝึกซ้อมให้หนักยิ่งกว่าเดิม
"ผมว่ามายากลเป็นสิ่งหลอกลวงก็ใช่ แต่ถ้าเราเล่นแล้วคนอื่นมีความสุขเราก็ดีใจ เพราะเราถือว่ามันเป็นการแสดงประเภทหนึ่ง" แบงก์ กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ ด.ช.หมูทอง อุปการะกิจ หรือ "น้องหมู" วัย 11 ขวบซึ่งมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักมายากลมืออาชีพ ได้เล่าถึงอนาคตของตนบนเส้นทางแห่งโลกเวทมนตร์ เริ่มต้นเมื่ออายุได้เพียง 9 ขวบ โดยเข้าเรียนที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปะมายากล
"อนาคตของผมอยากเป็นนักมายากลที่เก่งครับ"
"ผมชอบที่มันแปลกดี มันลึกลับ น่าค้นหา และเอาไปหลอกเพื่อนที่โรงเรียน สร้างความสนุกสนานให้เพื่อนๆ ได้"
นี่คือเหตุผลของเด็กที่มาเรียนมายากลส่วนใหญ่ แค่เพียงความชอบนั้นไม่สามารถที่จะทำให้น้องหมู เลือกใช้ชีวิตลำบากบนเส้นทางสายนี้ หากด้วยแรงบันดาลใจจากนักมายากลที่ชื่อ "แบทแมน" ที่แสดงอยู่ภายในร้านหมูกะทะ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวของเขาเอง
อุปสรรคที่เกิดขึ้นขณะที่น้องหมูเรียนนั้นเข้ามาตลอดในช่วงแรกๆ กอปรกับความเมื่อยล้าจากโรงเรียนประจำ แล้วความอยากที่จะใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไปยังหลงเหลืออยู่ แต่ด้วยความคิดที่จะช่วยกิจการครอบครัวเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทำให้น้องหมูฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง จากความขยันหมั่นฝึกซ้อมทำให้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น
ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ผมสีฟ้า ยิ้มแย้มตลอดเวลาในการแสดงจึงได้รับฉายา "บลูสกาย" ภายหลังที่บลูสกายเปิดตัวก็ช่วยเพิ่มสีสันให้แก่ร้าน ลูกค้าเข้ามาอุดหนุนมากขึ้น
"เล่นมายากลไม่ใช่สิ่งที่ยาก แต่ถ้าเรารักที่จะทำและผสมกับความตั้งใจสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก มายากลทำให้เราเป็นคนกล้าแสดงออก มีความสามารถ และไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ"

"สมบัติ จิตมั่นคงกุล" หรือที่เรารู้จักในฉายา "มามาด้า" ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักมายากลน้อยอีกหลายคน ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสอนศูนย์ส่งเสริมศิลปะมายากล และประธานชมรมนักแสดงมายากลนานาชาติ (ประเทศไทย)
ชีวิตของ "มามาด้า" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่กำเนิด เขารู้ดีว่าการเล่นมายากลให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปนั้นยาก แต่ด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ กล้าที่จะเดินตามความฝันที่ตนเองตั้งไว้ทำให้เขาก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้
"อยากตอบแทนสิ่งที่ดีคืนสู่สังคมบ้าง"
เมื่อชีวิตประสบความสำเร็จแล้วก็อยากให้โอกาสกับคนทั่วไปที่อยากเป็นนักมายากล จึงได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปะมายากลขึ้น โดยที่ตนเองเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และหวังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้สืบทอดศิลปะด้านนี้ต่อไป
อาจารย์มามาด้าเล่าถึงอุปสรรคของการสอนเด็กที่เรียนมายากลว่า การที่ไอคิวของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันทำให้การสอนยากขึ้น แต่ด้วยความที่อยู่วงการมานานจึงใช้การสังเกตจากพฤติกรรมของนักเรียน ถ้าคนไหนมีความร่าเริง ขี้เล่น อยากรู้อยากเห็น มีความสุขอยู่กับกิจกรรมการสอนที่เราจัดให้โดยที่ไม่เบื่อ อนาคตของเขาเป็นนักมายากลได้
หลักการสำคัญของการเรียนศาสตร์ด้านนี้คือ เก็บความลับของการแสดงได้ทั้งหมด คุณต้องมีใจและต้องให้เวลากับมัน และต้องมีความรู้ทุกด้าน วิธีการสอนของอาจารย์มีทั้งเต้น ร้อง แสดงดนตรี สิ่งเหล่านี้รวมเรียกว่าศิลปะ คือเทคนิคในการสอนที่แตกต่างจากที่อื่น จึงทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ของที่นี่ถึงจุดมุ่งหมายที่ทุกคนตั้งไว้
"การเล่นมายากลยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากให้ช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ งบประมาณ หรือส่งไปเรียนมายากลที่ต่างประเทศ เพื่อให้เด็กไทยก้าวสู่เวทีระดับโลก ไปสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิ" มามาด้า กล่าวทิ้งท้ายก่อนการจากลา
ในโลกแห่งเวทมนตร์มายากล มีสิ่งที่ซ่อนเร้น ลึกลับ ชวนให้น่าค้นหาอยู่เสมอ หากแต่เป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้ชมต่างจับจ้องหาความจริงจากสิ่งมหัศจรรย์ของนักมายากล และนั่นคือเสน่ห์และจุดขายที่ทำให้การแสดงมายากลคงความน่าสนใจ ตื่นเต้นและอยู่ในใจของคนดูได้ตราบนานเท่านาน
ประวัติมายากลในประเทศไทย
มายากลในโลกเรานี้ก่อกำเนิดมานานนับพันปี มีผู้พบภาพบนผนังถ้ำ เป็นการแสดงกลด้วยถ้วย 3 ใบ และยังพบบันทึกเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับมายากลเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่ามายากลน่าจะกำเนิดมาจากชาวกรีกโบราณ ค่อยๆ เผยแพร่ไปในยุโรป และเอเชีย
สำหรับมายากลเริ่มเข้ามาในเมืองไทยเมื่อไรไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่จากประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับการทำการค้ากับชาวต่างชาติ เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งการแสดงครั้งนั้นเป็นกลเสกดอกไม้หยิบของออกจากกระถาง
ต่อจากนั้นมาไม่มีการบันทึกถึงเรื่องราวการแสดงกลอีก จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พบเอกสารเกี่ยวกับมายากลไทย ว่าได้มีการรวมตัวกันเป็นสมาคม โดยใช้ชื่อว่า สมาคมนักกลหลวง มีการจัดประกวดมายากล ประดิษฐ์อุปกรณ์เล่นกล ส่วนใหญ่เป็นกลอุปกรณ์ กลทางวิทยาศาสตร์ ใช้น้ำยาเคมีเปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นนำแดง เบียร์ เสกควันออกจากแก้ว ฯลฯ มากกว่าที่จะใช้ความคล่องแคล่วของมือนำเสนอ
จากนั้นมายากลไทยได้ห่างหายไปจากบันทึกประวัติศาสตร์อีกครั้ง กระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกสงบลงมีการแสดงกลเข้ามา 3 สายได้แก่ สายอินเดีย จีน และยุโรป
ในสายอินเดียจะเป็นการแสดงในที่โล่ง ไม่มีเวที ขณะที่กลของจีนเรียกว่า กลปาหี่ ก่อนแสดงจะตีกลอง ฉื่ง ฉาบ เรียกผู้ชม มีกลที่มีสีสันอย่างยกเก้าอี้ด้วยดวงตา ค้อนปอนด์ทุบก้อนหินที่วางบนหน้าท้อง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชม และเมื่อแสดงเสร็จก็จะขายยา ส่วนกลยุโรปจะอยู่ในรูปละครสัตว์มีวิทยากลเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง มักแสดงที่ย่านวังบูรพา วังสราญรมย์ ฯลฯ สื่อออกไปในแนวอิทธิฤทธิ์ เวทมนตร์ แต่ปัจจุบันแนวคิดเหล่านี้เปลี่ยนไปทั้งในต่างประเทศและไทย
ในช่วงหลังสงครามโลกเริ่มมีนักแสดงจากต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทย มีทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น รวมทั้งฟิลิปปินส์ ทำให้คนไทยได้เห็นการแสดงมายากลในรูปแบบ การแสดงบนเวที (Stage Magic) ซึ่งนักแสดงจะสวมใส่ชุดทักซิโด้ หยิบกระต่ายออกจากหมวก เสกนก เสกกระต่าย ฯลฯ สร้างความพิศวงตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังมีการแสดงกลแบบระยะใกล้ (Close up) ซึ่งเป็นกลที่มีสีสันมีเสน่ห์สร้างความเพลิดเพลินชวนติดตามไม่แพ้กัน กลประเภทนี้ได้แก่ กลเชือก กลไพ่ กลเหรียญ ฯลฯ สำหรับกลอมตะได้รับการยอมรับตลอดกาลได้แก่ กลถ้วย 3 ใบ (Cups and Balls) ซึ่งมีอุปกรณ์ถ้วย 3 ใบและลูกบอล 3 ลูก เมื่อลูกบอลลูกหนึ่งใส่เข้าไปใต้ถ้วยเมื่อเปิดออกมาลูกบอลจะวิ่งไปอีกที่ และเมื่อเปิดถ้วยพร้อมกันลูกบอลทั้งหมดจะกลายเป็นแอปเปิ้ลบ้าง มะนาวบ้าง ส้มบ้าง
ปัจจุบันมายากลได้รับการตอบรับเพิ่มมากขึ้น มีนักมายากลจำนวนไม่น้อยที่ไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ รวมถึงอุปกรณ์กลที่คนไทยผลิตขึ้นเองที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความฮือฮาในแวดวงมายากลต่างแดน
กฏเหล็กของนักมายากล
กฏเหล็กของนักมายากลที่เป็นจรรยาบรรณที่พึงควรปฏิบัติ คือ
1. ไม่เปิดเผยความลับของการแสดง
2. อย่าจับผิดนักแสดงด้วยกัน
3. อย่าแสดงชุดเดิมซ้ำในวาระเดียวกัน
4. หมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ
Magic Works!
Let's Go...Magic
พ็อกเก็ตบุ๊ค 12 อาชีพ เรียนลัด รวยเร็ว
สร้างงานทำเงิน ในทางเดินโลกมายากล
The Magician
TEP กับเคล็ดลับการเรียนของสาวน้อยผู้รักกิจกรรม
The Prestige หลุมพรางมายากล (ตอนจบ)
The Prestige กับดักมายากล (1)
ฝึกมายากลบนอินเทอร์เน็ต
จอมเวทมนตร์จิ๋ว ในโลกมายากล
|
|
 |